เจาะลึก
1. วัตถุประสงค์และจุดเด่น
Blast ตั้งเป้าแก้ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของเครือข่าย Layer 2 หลายแห่ง นั่นคือสินทรัพย์ที่ถืออยู่โดยไม่ได้สร้างผลตอบแทน ขณะที่เครือข่ายอื่นไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นค่าเริ่มต้น Blast ออกแบบให้สินทรัพย์ที่ถืออยู่บนเครือข่ายสร้างผลตอบแทนได้โดยอัตโนมัติ
ยอด ETH จะได้รับผลตอบแทนจากการ Staking บน Ethereum ส่วน Stablecoin เช่น USDC จะได้รับผลตอบแทนผ่านโปรโตคอลที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) การให้ผลตอบแทนในตัวนี้เป็นจุดเด่นหลักของ Blast โดยมีเป้าหมายให้การถือสินทรัพย์บนเครือข่ายน่าสนใจยิ่งขึ้น และเป็นเครื่องมือเพิ่มเติมให้นักพัฒนาใช้สร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (dapps)
2. เทคโนโลยีและโครงสร้าง
ในฐานะ Ethereum Layer 2, Blast ใช้เทคโนโลยี Optimistic Rollup ซึ่งหมายถึงการประมวลผลธุรกรรมนอกบล็อกเชนหลัก แล้วส่งข้อมูลที่บีบอัดแล้ว หรือ “Rollup” กลับไปยัง Ethereum เป็นระยะ เพื่อยืนยันธุรกรรมขั้นสุดท้าย
โครงสร้างนี้ออกแบบมาให้ Blast อาศัยความปลอดภัยของ Ethereum พร้อมลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรม นอกจากนี้ เครือข่ายยังรองรับ Ethereum Virtual Machine (EVM) ทำให้นักพัฒนาสามารถนำ Smart Contract และ dapps ที่มีอยู่บน Ethereum มาใช้งานได้สะดวก
3. สถานะปัจจุบัน: การทยอยปิดเครือข่าย
แม้แนวคิดจะมีความแปลกใหม่ แต่ Blast ประกาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 ว่าจะปิดเครือข่าย ทีมงานระบุว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าโครงสร้างพื้นฐานของ Sequencer และค่าธรรมเนียมด้านความพร้อมใช้งานของข้อมูล สูงกว่ารายรับจากการใช้งานเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จน “ไม่มีแนวทางที่น่าเชื่อถือในการทำให้การดำเนินงานยั่งยืนทางเศรษฐกิจ” (CoinMarketCap)
ทีมงานแนะนำให้ผู้ใช้ถอนสินทรัพย์กลับไปยัง Ethereum mainnet ภายในวันที่ 26 ตุลาคม 2026 โดยทำผ่านอินเทอร์เฟซของเครือข่าย
สรุป
Blast พยายามสร้างระบบนิเวศ Layer 2 ที่ช่วยให้สินทรัพย์สร้างผลตอบแทนได้ และสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก ด้วยการเปลี่ยนยอดสินทรัพย์ของผู้ใช้ให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ การปิดเครือข่ายครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจในการดูแลโซลูชันขยายบล็อกเชนที่แยกเป็นเครือข่ายของตนเอง โมเดลการให้ผลตอบแทนที่เป็นเอกลักษณ์ของ Blast จะให้บทเรียนอะไรแก่การออกแบบบล็อกเชนที่รองรับการขยายตัวในอนาคต?