เจาะลึก
1. Blast ประกาศปิดเครือข่าย Layer 2 (2 ตุลาคม 2026)
ภาพรวม: ทีมงาน Blast ประกาศทยอยยุติเครือข่าย Layer 2 บน Ethereum โดยระบุว่าขณะนี้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงกว่ารายได้ และไม่มีแนวทางที่น่าเชื่อถือที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน ผู้ใช้ต้องถอนสินทรัพย์ไปยังเครือข่ายหลักของ Ethereum ผ่านช่องทางปกติภายในวันที่ 26 ตุลาคม 2026 ทั้งนี้ การถอนจะหยุดชั่วคราวประมาณหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างที่ทีมงานจัดการสินทรัพย์ ETH ที่ถือผ่าน Lido
ความหมาย: ข่าวนี้เป็นปัจจัยลบต่อ BLAST เพราะสะท้อนว่าโมเดลธุรกิจหลักของโปรเจกต์ไม่ประสบความสำเร็จ แม้การทยอยปิดระบบจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ถอนเงินคืนได้ แต่เมื่อเครือข่ายปิดลง โทเคนก็แทบไม่มีประโยชน์ในการใช้งานต่อ (CoinMarketCap)
2. Upbit เพิ่ม BLAST ในรายการเฝ้าระวัง (2 ตุลาคม 2026)
ภาพรวม: หลังมีประกาศปิดเครือข่าย Upbit แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้เพิ่ม BLAST ในรายการสินทรัพย์ที่ต้องเฝ้าระวังด้านการลงทุน พร้อมระงับการฝากชั่วคราว โดยระบุว่าการดำเนินธุรกิจของโปรเจกต์ขาดความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนที่เพียงพอ
ความหมาย: การดำเนินการนี้อาจเพิ่มแรงขายและทำให้ผู้ถือโทเคนเข้าถึงสภาพคล่องได้ยากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มของโทเคนและโอกาสที่จะยังซื้อขายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ลดลง (HTX)
3. ราคาโทเคน BLAST ร่วงหลังมีข่าวปิดเครือข่าย (2–3 ตุลาคม 2026)
ภาพรวม: หลังมีข่าวปิดเครือข่ายเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ราคาโทเคน BLAST ลดลงประมาณ 40% ซึ่งเป็นการร่วงลงภายในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มซื้อขาย นอกจากนี้ ราคายังลดลงต่อเนื่องจากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน 2024 โดยร่วงไปราว 98% ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกไว้ในเครือข่าย (TVL) ลดลงจากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 32 ล้านดอลลาร์
ความหมาย: การเคลื่อนไหวของราคาสะท้อนว่านักลงทุนกำลังประเมินมูลค่าโทเคนใหม่อย่างรวดเร็ว และทยอยขายก่อนเครือข่ายปิด ความผันผวนและความเสี่ยงขาลงอาจรุนแรงขึ้นจากการที่โทเคนกระจุกตัวอยู่กับผู้ถือรายใหญ่ และมีสภาพคล่องต่ำ (Phemex)
สรุป
Blast กำลังจัดการยุติการดำเนินงาน หลังไม่สามารถสร้างรูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนได้ ส่งผลให้แพลตฟอร์มซื้อขายออกคำเตือนและราคาโทเคนปรับลดลงอย่างหนัก การปิดเครือข่ายครั้งนี้จะกลายเป็นกรณีตัวอย่างให้กับเครือข่าย Layer 2 อื่น ๆ ที่กำลังประสบปัญหาหรือไม่?