รายละเอียดเพิ่มเติม
1. เปิดใช้งาน ArbOS 50 Dia (ธันวาคม 2025)
ภาพรวม: การอัปเกรดนี้นำ EIPs จาก Fusaka hard fork ของ Ethereum มาใช้ เช่น EIP-7702 (account abstraction) และ EIP-2537 (BLS12-381 precompiles) พร้อมทั้งกำหนดขีดจำกัดแก๊สที่ 32 ล้านต่อธุรกรรม เพื่อเพิ่มความเสถียรของเครือข่าย
การอัปเกรดนี้ช่วยให้ Arbitrum One/Nova สามารถประมวลผลการทำงานที่สอดคล้องกับ Ethereum เช่น การตรวจสอบลายเซ็น BLS และการควบคุมบัญชีขั้นสูง นอกจากนี้ยังเพิ่มฟังก์ชันการสร้างและทำลายโทเค็นในระบบสำหรับ Orbit chains (แต่ปิดใช้งานใน Arbitrum One/Nova) เพื่อช่วยให้การทำงานข้ามเชนเป็นไปอย่างราบรื่น
ความหมาย: นี่เป็นข่าวดีสำหรับ Arbitrum เพราะช่วยเพิ่มความเข้ากันได้กับ Ethereum ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนขึ้นโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำและความปลอดภัยสูงขึ้น ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอนาคต
(ที่มา)
2. การติดตามการใช้แก๊สหลายทรัพยากร (ธันวาคม 2025)
ภาพรวม: ArbOS 50 Dia ปรับปรุงฟังก์ชันการเปลี่ยนสถานะ (State Transition Function) ให้สามารถติดตามการใช้แก๊สแยกตามการคำนวณ การจัดเก็บข้อมูล และการเติบโตของข้อมูล แทนการติดตามแบบรวมทรัพยากรเดียว
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นรากฐานสำหรับการตั้งค่าค่าธรรมเนียมแบบจำกัดทรัพยากร ซึ่งค่าธรรมเนียมจะปรับตามความต้องการของเครือข่ายในแต่ละทรัพยากร เช่น เมื่อมีการใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากขึ้น แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมทันที แต่จะช่วยให้ระบบค่าธรรมเนียมมีความยืดหยุ่นและเสถียรมากขึ้นในอนาคต
ความหมาย: ในระยะสั้นนี่เป็นผลกระทบที่เป็นกลางต่อ Arbitrum แต่ในระยะยาวเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้ค่าธรรมเนียมเป็นธรรมมากขึ้นในช่วงที่เครือข่ายมีความหนาแน่น ผู้ใช้จะเจอค่าธรรมเนียมที่คาดเดาได้มากขึ้น และนักพัฒนาจะวางแผนการทำงานของแอปได้ง่ายขึ้น
(ที่มา)
3. แก้ไขบั๊กสำคัญ (ธันวาคม 2025)
ภาพรวม: การแก้ไขรวมถึงการปรับมาตรฐานการคำนวณค่าธรรมเนียม L1 calldata เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการคิดราคา แก้ไขพฤติกรรมการมอบหมาย precompile ใน EIP-7702 และแก้ไขปัญหาความแตกต่างในการประมวลผลธุรกรรมระหว่างสถาปัตยกรรม ARM และ x86
การแก้ไข ARM/x86 นี้รวมถึงการตั้งค่าความลึกของ WASM stack เป็นค่าเริ่มต้นที่ 22,000 และแก้ไขธุรกรรมที่มีปัญหาใน Arbitrum Sepolia เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก
ความหมาย: นี่เป็นข่าวดีสำหรับ Arbitrum เพราะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของเครือข่ายและความสอดคล้องในการทำงานข้ามแพลตฟอร์ม ผู้ใช้จะพบข้อผิดพลาดน้อยลง และนักพัฒนาจะหลีกเลี่ยงบั๊กที่เกิดจากความแตกต่างของสถาปัตยกรรม
(ที่มา)
สรุป
การพัฒนาโค้ดของ Arbitrum ครั้งนี้เน้นไปที่การเสริมสร้างความสอดคล้องกับ Ethereum การรักษาเสถียรภาพค่าธรรมเนียม และความทนทานของระบบ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งในฐานะ Layer 2 ชั้นนำ แล้วการอัปเกรดเหล่านี้จะส่งผลอย่างไรต่อการนำ Orbit chains มาใช้ในปี 2026?